“แมนเชสเตอร์ดาร์บี้” บอลกลัวแพ้ชวนหลับ

ข่าวฟุตบอล

แอบเหนือความคาดหมายไปพอสมควรเมื่อศึกดาร์บี้ แมทช์ ระหว่าง แมนฯยูไนเต็ด และ แมนนซิตี้ จบลงด้วยผลเสมอ 0-0 โดยที่ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นและน่าจดจำจนแทบหลับคาจอ

ทั้งคู่เน้นแท็คติกส์จ๋าและด้วยการวางหมากแบบไม่มีใครอยากแพ้ทำให้โอกาสยิงสวยๆให้ผู้รักษาประตูเซฟไม่ต้องพูดถึงเพราะยิงเข้ากรอบฝั่งละ 2 หนตลอดทั้ง 90 นาที

ผมมองว่า “เรือใบ” พยายามจะเล่นงานจุดอ่อนของ “ปีศาจแดง” ด้วยการเพรสสูงตามสไตล์เพราะรู้ๆกันว่าแบ็คโฟว์ของเด็ก โอเล่ เงอะงะแค่ไหน

แต่เอาจริงๆผมว่าวันนี้เจ้าถิ่นแก้เพรสได้ดีเลยนะโดยเฉพาะครึ่งแรกที่ยอดทีมยูโรป้าลีกใช้ทางฝั่งขวาเป็นเส้นทางหลบหนี

เราสังเกตได้ชัดเจนครับว่า ยูไนเต็ด ทำการบ้านมาเต็มๆด้วยการให้ บรูโน่ มาคอยยืนริมเส้น “ฝั่งขวา” เพื่อแก้เพรสเพราะแกเป็นคนออกบอลจังหวะเดียวได้ดีที่สุดในทีม

ต้นเกม บรูโน่ มีจ่ายพลาดประเดิมจนถูกสวนกลับแต่หลังจากนั้นอดีตแข้ง สปอร์ตติ้ง ลิสบอน กลายเป็น “คีย์แมน” ในการแก้เพรส

โดยเฉพาะนาที 30 ผมว่าเป็นการแก้เพรสที่สวยและสุดยอดของเจ้าถิ่นโดยมีการทำชิ่งเริ่มต้นจากแถวๆมุมธงไล่ตั้งแต่ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, วาน-บิสซาก้า, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และมา บรูโน่ ที่ดันทำเสียของแทงทะลุให้ แรช เบาไปถูกตัดได้ซะก่อน

ในวันที่ บรูโน่ เล่นต่ำกว่ามาตรฐานกลายเป็น เฟร็ด ที่เด่นมากครับ การตัดบอลการเอาตัวรอดโดยเฉพาะ “ซีดานเทิร์น” ที่เอาสายย่อร้องกรี๊ดกันเป็นแถว

แต่ปัญหาคือเกมรุกของ ยูไนเต็ด ไม่สามารถต่อยอดแท็คติกส์เปลี่ยนเป็นสกอร์ได้ทำให้สถิติใน โอลด์แทรฟฟอร์ด ฤดูกาลนี้อาการหนักเพราะ 6 นัดในบ้านยิงได้แค่ 3 ประตู เลวร้ายสุดนับตั้งแต่ปี 1930

การเล่นของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมลสัน กรีดวู้ด ขาด connection chemistry คือเคมีการเล่นไม่เข้ากันเหมือนภาษาบอลและวิชั่นอยู่คนละเซิฟ

ทำให้หลายๆจังหวะเราจึงได้เห็นการฝืนยิงเองมากกว่าจะให้อีกฝ่ายที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า

ในขณะเดียวกันเกมรุกของ “เรือใบ” ก็ส่งให้เกมนี้ออกมาสูสี การขึ้นเกมทางริมเส้นของลูกทีมเป๊ปไม่ซับซ้อนและอ่านการเล่นออกง่ายมาก

มันไม่เหมือน ซิตี้ ในอดีตที่มักจะใช้ผู้เล่นริมเส้นและแบ็ควิ่งตัดหลังแนวรับโดยมีตัวแทงบอลสวยๆแต่ตอนนี้การเล่นเปลี่ยนไปคือไปฝากบอลที่ปีกเพื่อใช้วิธีเลี้ยงจี้เข้าหาพาบอลไปเส้นหลัง

การหวังทีเด็ดจากปลายตีนของ เดอ บรอยน์ เป็นตัวเปลี่ยนสถานการณ์ก็ไม่เกิดขึ้นครับเพราะเจ้าตัววันนี้ยิงนกตกปลาและทำอะไรมากไม่ได้เช่นกัน

ยิ่งทุกอย่างดูแย่ไปกันใหญ่เมื่อ เฟร์ราน ตอร์เรส ลงมาแทน ริยาด มาห์เรซ ในนาที 67 เพราะแข้ง สแปนิช ไม่มีอะไรนอกจากเลี้ยงไปเส้นหลังแล้วเปิด วัดดวง

มูฟเมนท์ก็ไม่มีในหลายๆจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ และ ไคล์ วอล์คเกอร์ ได้บอลแล้วจ้องตาให้แกวิ่งทำช่องแต่ก็ยืนเฉยซะงั้น จนบอลมันไปต่อไม่ได้

การที่เกมรุกตันแต่ เป๊ป เปลี่ยนแค่ตัวเดียวและแช่แข็งทั้ง แบร์นาโด้ ซิลวา และ ฟิล โฟเด้น ที่ม้านั่งสำรองเป็นการแสดงออกชัดเจนว่าเจ้าตัวโอเคกับแท็คติกส์ไม่ได้ไม่เสียตามที่เราเห็นกัน

จะอะไรก็แล้วแต่บังเอิญวันนี้เกมรับของ “ปีศาจแดง” โคตรเอาด้วยแหละครับโดยเฉพาะ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ตามประกบติดใช้การอ่านทางและความใหญ่เก็บ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เพื่อนร่วมชาติเข้ากระเป๋าโดยที่ชัดเจนที่สุดคือในครึ่งหลัง

ไฮท์ไลท์เดียวที่พอทำให้ใจเต้นได้ก็คือจุดโทษของ ยูไนเต็ด หลังพักครึ่งมาได้ 2 นาทีแต่ VAR จับล้ำหน้าไปก่อน หาไม่แล้วรูปเกมจะออกมาอีกหน้าแน่นอน (รวมถึง ไคล์ วอล์คเกอร์ รอดทำเสียจุดโทษเป็นลูกที่ 3 ในซีซั่นนี้)

ในอีกมุมนึงผมมองว่าคู่นี้คล้ายๆวันที่ เชลซี เสมอ กับ สเปอร์ส 0-0 เมื่อปลายเดือนที่แล้วคือมองว่าแต้มหัวตารางฤดูกาลนี้บีบมากโดยตอนนี้ 2 ทีมจาก แมนเชสเตอร์ ห่างจ่าฝูงแค่ 4 และ 5 แต้มเท่านั้น

การไม่มีผู้แพ้ไม่มีใครปล่อยให้อีกฝ่ายแซงหรือทำแต้มหนีห่างคือ “เป้าหมายแรก” ก่อนไปตามเช็กบิลกับทีมท้ายตารางในวีคต่อไป (ซิตี้ เจอ มวยโลก, ผี เจอ เชฟฯยูฯ)

ที่ต้องไม่ลืมอีกอย่างคือ เป๊ป และ โอเล่ ออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ได้ช้าเอามากๆ เรียกว่าไปแช่อยู่ครึ่งล่างของตารางอยู่พักนึงจนมากดอัลติรัวๆทำให้การมีแต้มในเกมตัดกันเองแบบนี้ส่งผลในแง่จิตวิทยาด้วย

อาจเป็นดาร์บี้ที่เล่นกันเหมือน “ยานอนหลับ” (ในมุมแฟนบอล) แต่หากมองสถานการณ์ที่นับจากนี้ พรีเมียร์ จะยิงยาวไร้เกมยุโรปจนถึงกุมภาพันธ์ปีหน้าผมว่า 1 แต้มคือ “ยาวิตามิน” สำหรับทั้ง 2 ทีมครับ…